วันนี้เจาะ CD4 .....ตอนนี้มีค่าเท่าไหร่? ตั้งหน้ารอ...

 

 

หลังจากที่เมื่อคืนต้องอัดยาแก้ปวดบวมอักเสบที่ข้อเท้าซ้าย..

 

พร้องกังวลใจหน่อยๆว่าจะไม่หาหมอไม่ได้...

 

เมื่อเช้าตื่นนอนแต่เช้า   อาการปวดบวมหายไปแล้ว..

 

โล่งอกไปที   พยายามดึงร่างกายที่เพลียๆให้จากเตียง  อาบน้ำแต่งตัว..

 

ปลุกให้เพื่อนขับมอไซค์  ไปส่งที่ศาลาท่ารถ  เจ็ดโมงเช้า  เห็นเด็กนักเรียนหลายคน..

 

นั่งซ้อนมอไซค์พ่อแม่มอโรงเรียนวัดที่อยู่ข้างๆศาลาท่ารถ  เป็นภาพที่น่าประทับใจดี..

 

รอที่ไม่นานรถสองแถวสีแดงก็วิ่งมา  ผมโบกแล้วก้าวขึ้นรถ  บนรถมีเด็กผู้หญิงมอปลาย..

 

คนหนึ่งนั่งบนรถ  ผมนั่งตรงข้ามเธอ  รถวิ่งไปตามทางผม  เข้าสู่เขตชุมชนมีเด็กนักเรียน..

 

ประถมอีกราวๆสิบคนขึ้นบนรถ  ผมลุกให้เด็กนั่ง  ถึงแม้จะยังพอมีที่นั่งเหลืออยู่บ้าง..

 

แต่ผมคิดว่าป้ายหน้าคงมีขึ้นมาอีก  ผมเลยมายืนเกาะที่ท้ายรถไปตลอดทาง..

 

พอถึงถนนใหญ่ในเมืองผมลงเปลี่ยนรถสองแถวสีขาวอีกคัน   เพราะยังเช้าจึงคนที่ทำงาน..

 

เช้าขึ้นรถจำนวนมากส่วนมากเป็นผู้หญิง  ผมเลยได้ยืนอีกรอบ  ยืนท้ายรถสองแถวก็ได้ทำความดี..

 

ง่ายๆคือการช่วยยกของลงให้บรรดาสาวๆและคนมีอายุที่มีข้าวของพะลุงพะลัง  ได้ทำดีบ้าง..

 

แม้จะเป็นเรื่องง่ายๆ  ก็ทำให้เราสบายใจดี  มีความสุขเล็กน้อยๆได้เหมือนกัน..

 

รถเลี้ยวเข้าซอยเล็กเพื่อไปส่งผู้โดยสารที่จะเดินไปโรงพยาบาล  ผมลงหน้าโรงบาล..

 

แวะเซเว่น ซื้อน้ำและแซนวิชกินรองท้องเพราะหิวมาก   พอดีตรวจ CD4 ไม่จำเป็นต้อง..

 

งดอาหารอะไร   ทานเสร็จก็ทานยาแก้ปวดบวมอีกเม็ด..

 

 

 

เช้านี้คนเยอะ  ผมไปยื่นไปนัดที่ช่องประกันสังคม  แล้วเอาใบตรวจไปรอที่หน้าห้องเจาะเลือด..

 

ผมเห็นหลายๆคนที่คุ้นหน้า(ที่มาตรวจแบบเดียวกันกันผม CD4)  แต่ก็ได้แต่ทำตัวเฉยๆ  ...

 

ผมได้บัตรคิวหมายเลข ๑๖๓  ผมนั่งรอฟังเจ้าหน้าที่ชายชราคนหนึ่งประกาสหมายเลย..

 

บัตรคิว  ต้องความความที่แกค่อนข้างอายุมาก  เสียงแกจึงเบามากๆ  ขนาดประกาสใส่ไมค์แล้ว..

 

คุณตาน่าจะเป็นคุณหมอที่ปลดแล้วแต่มาช่วยงานสังคม  น่าประทับใจในน้ำใจท่านจริงๆ..

 

ผมนั่งฟังแกประกาศ  และดูแกเอ่ยทักทายคนไข้อย่างเป็นกันเองและสุภาพมาก  ผมประทับ..

 

แกจริงๆ  ไม่นานแกก็ประกาศหมายเลขของผม  ผมเดินไปแล้วสวัสดีแกก่อน  ผมทักกลับแล้ว..

 

ถามชื่อมผม  ผมดูสิ่งที่ผมมาตรวจนิ่งๆสักพักแล้วบอกให้ผมนั่งรอคิวแรกจากเจ้าหน้าเจาะเลือด..

 

มีเจ้าหน้าเจาะเลือดผู้หญิงวัยกลางคนอยู่สามคนสามโต๊ะ  การเจาะเลือดผ่านไปอย่างดี  ผมรับใบนัด..

 

รับผลแล้วเดินเอาเอกสารไปคืนที่ห้องประกันสังคม  และจะเดินกลับ  ผมเจอคนที่ทำงานเดียว..

 

กันกับผมคนหนึ่ง  เค้าถามผมว่ามาทำไม  ผมบอกไปว่าม่สบายนิดหน่อย  แล้วขอตัวกลับ..

 

ผมต้องมาฟังผล CD4 วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๒๕๑..

 

 

 

รวมเวลาเดินทางจนกลับมาถึงบ้าน  ๔ ชั่วโมง นั่งบนรถสองแถวไปกลับ  ๓ ชั่วโมง..

 

 

edit @ 23 Jul 2008 22:10:43 by Real Victim Of Life

ตื่นเต้นจังพรุ่งนี้มีนัดตรวจ CD4    

 

ก่อนอื่นต้องสารภาพก่อนว่า  เพิ่งได้กฤษ์งดเหล้าอย่างเป็นทางการ    คืองดจริงๆจังๆ 

 

เมื่อวันพระก่อนวันเข้าพรรษาหนึ่งวัน  รอบนี้คงจะไม่วอกแวกอีกแล้ว  หลังๆผมเริ่ม 

 

หลันมาดูแลตัวเองมากขึ้น   เริ่มทานวิตตามิน  ค่อยๆงดอาหารที่ไร้ประโยชน์ทีละอย่าง 

 

แต่คงต้องค่อยๆเป็นค่อยไป   ผมทานวิตตามินซีวันละเม็ด(พันกรัม)ทานแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยเป็นหวัดว่าย

 

 ตอนนี้เพิ่มแคลเซี่ยมอีกวันเม็ด (เคลเทรท พลัส พันกรัม) งดอาหารหวานๆ แอลกอฮอร์ ไว้เดี๋ยวพอน้ำหนักลดลง 

 

สักสองกีโลละเริ่มค่อยเดินช้าๆวันละสองสามรอบสนาม  หักโหมไม่ได้   เพราะไม่ได้ออกกำลังกายมานานมาก 

 

แค่นั้นยังไม่พอ เรื่องหน้าตา  ก็มีการซื้อครีมมาทาบำรุงด้วยนะ คลีนิคเชียวละ  แต่แค่กระปุกเล็กๆไม่กี่กรัม เพราะมันแพง  

 

ทากันแดดด้วย  ก็ผมป่วยนี่ครับ  ไม่รู้จะไปจากโลกเมื่อไหร่  ขอดูดีหน่อย ยิ่งสุขภาพแย่ๆภูมิคุ้มกัน 

 

ก็แปลกๆ แบบที่เค้าว่าอาการภูมิคุ้มกันบกพร่องนะถูกต้องแล้ว  ไม่เถียงเลย เดี๋ยวตายไว      

 

 

 

แต่มีเรื่องแย่เรื่องหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้  ไม่รู้ว่าเครียดเรื่องตรวจซีดีสี่พรุ่งนี้หรือเปล่า 

 

เจ้าเส้นเอ็น ร้อยหวายขาซ้ายดันมีอาการเจ็บๆ    หลังข้าวเที่ยงกินยาไปเม็ดหนึ่ง  พอตกเย็นดันเจ็บหนักขึ้นอีก 

 

สุดท้ายบวมที่ข้อเท้าซ้ายปวดบวมมากๆ  หลังทานข้าวเย็นทานยาอีกเม็ด พาราอีกสองเม็ดตอนนี้ทุเลาลงแล้ว 

 

ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เช้าจะเป็นไงบ้างนะ  กลัวว่าจะบวมเจ็บแล้วไปโรงบาลไม่ได้  ต้องเลื่อนตรวจออกไปหรือเปล่า ก้ไม่รู้  

 

 พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเพราะต้องนั่งเมล์ไปโรงบาลใช้เวลาเป็นชั่วโมงเลย  ถ้าบวมไม่หายสงสัยพรุ่งนี้ต้องงด 

 

คุณๆที่ไม่เคยเจอแบบผมคงนึกไม่ออกว่าความเจ็บปวดจากเก๊าท์บวมมันทรมานแค่ไหน  ครั้งหนึ่งผมเคยนอน

 

 ร้องไห้เพราะมันปวดมากๆยาก็หมด  ดึกมากตีหนึ่งตีสองเห็นจะได้  ใจก็ไม่อยากรบกวนเพื่อนให้ลำบาก 

 

บ้านพักก็ไกลจากเมืองเป็นครึ่งชั่วโมง  ต้องทนเจ็บรอจนเช้า   หลังจากครั้งนั้น  ยาก็ไม่เคยขาดบ้านผมเลย 

 

ผมจะมียาแก้ปวดเก๊าท์ติดบ้านตลอด     พรุ่งนี้จะหายไหมนะ………………………….

 

 

 

edit @ 22 Jul 2008 21:56:09 by Real Victim Of Life

๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เปียกปอน

posted on 14 May 2008 15:16 by lowcdvictim

 

 

 

 

 

๑๓  พฤษภาคม  ๒๕๕๑ 

วันนี้ไม่ต้องไปทำงาน  เมื่อคืนเลยดื่มกับเพื่อนนิดหน่อย วันนี้เป็นวันแห่งการนอนแบบมาราธอน

ตื่นมาตอน บ่าย๓ โมง   งงตัวเองเหมือนกัน   วันหยุดหมดไปกับการนอน   ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเป็นแบบนี้

สมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น   วันหยุดจะตื่นแต่เช้า  ไปกินอาหารเช้าง่ายๆนอกบ้าน  เดินห้างดูหนัง   ตามประสาเด็กบ้านนอก  ที่พอมีเวลาว่างก็ต้องออกสำรวจกรุงเทพฯ

  

หลังอาบน้ำเสร็จ   ออกไปดูตลาดนัดกับเพื่อน   วันนี้มีของมาขายน้อย  ร้านขายผักก็ไม่  ร้านผลไม้ก็ยังไม่มา

วันนี้ได้ ไก่ย่างกะข้าวเหนียวมาเป็นอาหารเช้า (กินตอนบ่าย ๓ แต่เป็นมื้อแรกของวัน ไม่รู้ว่ายังเรียกอาหารได้หรือเปล่าไม่รู้)  เดินดูตลาดต่อไปเจอปลานิลตัวโตมากๆ เลยสอยมาตัวหนึ่ง  พ่อค้าบอกโลละ ๕๐ พอชั่ง โลกับอีก๔ขีด

บอกค้าว่าขอดเกล็ดให้หน่อยจะไปทำต้มยำ  โห ๗๐ บาท ถูกดี 

 

๖ โมงเย็น  ขับมอไซค์ไปในเมือง ไปโอนตังค์ให้หลานที่อยู่ต่างจังหวัด  ไอ้หลานชายโทรมาขอตังค์แต่เช้า บอกว่าโรงเรียนจะเปิดอยากได้เงินซื้อหนังสือสมุด  ไอ้หลานชายคนนี้ของผมอายุแค่ ๖ขวบ  ก็เป็นลูกชายของน้องสาว  น้องสาวได้สามีใหม่เลยไปอยู่บ้านสามีแล้วทิ้งลูกชายไว้กับยาย(แม่ผม)ที่บ้านนอก  เอ่อนะมันเป็นแม่ทีดีจริงๆ  พอโรงเรียนจะเปิดไม่ยอมโอนตังค์มาให้ลูก  ติดต่อก็ไม่ได้  ผมก็ไม่ได้รวยอะไรมากมาย จนซะด้วยซ้ำ แต่เพื่อหลานก็ต้องไปกดเงินสดจากบัตรเครดิต  แล้วโอนเข้าบัญชีพี่สะใภ้  ให้พี่สะใภ้กดมาให้แม่ผมอีกที  แล้วใครจะพาหลานไปซื้อสมุดหนังสือก็เป็นเรื่องคนคนทางบ้านแล้วละ

  

พอโอนตังเสร็จก็ไปเลือกซื้อของที่คาร์ฟู  เป็นพวกอาหารแห้งและเนื้อไก่สดนิดๆหน่อย ไปตุนไหว้ในตู้เย็นที่บ้าน

สมัยนี้อะไรๆก็แพงไปหมด โดนเฉพาะไอ้ข้าวสารถุง ๕ กิโล ขึ้นมาถุงละ ๗๐ ถึง๘๐ บาท แพงจนนึกว่าทางร้านติดราคาผิด  เงินเดือนก็เท่าเดิม  เซ็งจริงๆ     พอออกมาจากคาร์ฟูมีลมพัด  ฝนจะตกแน่ๆ  ก็คนอยากกลับบ้านแล้ว จะ ๒ทุ่มแล้วอยากถึงบ้านไวๆ ขับมอไว๕ออกมาจากคาร์ฟูฝนเริ่มลงเม็ดแล้ว  พอดีรถติดไฟแดง เลยเอาพวกมือถือ กระเป๋าตังใส่ในถุงรวมกันของที่ซื้อมา  มัดปากถุงแน่น  แล้ววางคว่ำปากลงไปกับก้นตะแกรงหน้ารถมอไซค์   เรียบร้อยพอไปเขียว ฝนก็เริ่มโซโล่ลงมา ทีละนิดๆ  จนตกลงมาห่าใหญ่ แรงอย่างที่ผมไม่คิดมาก่อน  เปียกหมดทั้งตัวผมเว้นหัวเพราะมีหมวกกันน๊อคครอบไว้อยู่  บ้านผมอยู่ไกลเมืองพอสมควร ปกติถ้าฝนไม่ตกใช้เวลาขับมอไซค์ประมาณครึ่งชั่วโมง  ไหนๆก็เปียกเหมดแล้ว  ผมตัดสินขับต่อไปท่ามกลางสายฝนที่สาดกระหน่ำ  ขับช้ามากเพราะปกติผมก็ขับช้าอยู่แล้วกลัวอุบัติเหตุ  เมื่อคืนออกจากราวทุ่ม สี่สิบห้าถึงบ้านสองทุ่มสี่สิบนาที   เท่ากับผมขับรถตากฝนอยู่ ๕๕ นาที  ดูโง่ๆดี  ถึงบ้านผมรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบ  ตาผมแดงจนหน้ากลัว  คนที่มีเชื้อตาและเยื่อตาจะอ่อนแอเป็นพิเศษ  อาบน้ำล้างน้ำสกปรกที่ผมขับรถลุยมาตามทาง  กลัวไม่สบายจัง

  

ผมหุงข้าวและทำต้มยำกินกับเพื่อน   หลายคนอาจสงสัยว่าเพื่อนผมคือใคร   จริงแล้วเป็นเพื่อนร่วมงานครับ  เราอยู่กันคนละแผนก  แต่บริษัทเดียวกัน  บ้านที่เราพักเป็นบ้านที่ทางบริษัทจัดให้อยู่   เป็นบ้านที่มีสองห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น   บริเวณทำครัวอยู่อีกมุมหนึ่ง  มีหนึ่งห้องน้ำ  ผมก็ทำตัวปกติ  เราแชร์ค่าข้าวของเครื่อง

ใช้และอาหาร  เวลาว่างส่วนใหญ่ผมจะขลุกอยู่ในห้องผม  อ่านหนังสือ  เล่นคอม  ผมไม่ชอบดูทีวี  ผมกับเพื่อนจะคุยกันน้อยมาก   ส่วนมากจะเป็นตอนเย็นที่เราทานข้าวเย็นด้วยกัน  อาหารเช้าและเที่ยงก็หากินใครกินมัน  เพื่อนผมไม่รู้หรอกว่าผมมีเชื้อ  ผมก็ระวังทุกอย่าง  ข้าวของเครื่องใช้ทุกมีของส่วนตัวอยู่แล้ว  ทานข้าวผมก็เป็นที่ใช้ช้อนกลางตลอด   แก้วน้ำก็ไม่ใช้ร่วมกัน  ผมต้องเป็นคอยระวังเรื่องพวกนี้เอง  เพราะผมไม่อยากให้เกิดอะไรขึ้นกับเขา  ผมระวังดีกว่า  ของที่เป็นส่วนตัวมากๆเช่นแปรงสีฟัน มีโกนหนวด พอใช้เสร็จผมจะเอาไปเก็บในห้องผมทุกครั้ง  แก้วน้ำที่ผมดื่มเสร็จผมจะล้างเองทันที  บางทีผมก็ตัดปัญหาโดนผมเป็นล้างถ้วยจานเองทุกอย่าง

  

พอทานข้าวเย็นเสร็จผมก็เข้าห้องนอน ทานยาพารา ๒ เม็ด  ทานวิตตามินซี ๑๐๐๐ มิลิกรัมหนึ่งเม็ด   อ่านหนัง เล่นคอมตามปกติ  ก่อนนอนทานแบรนเนอร์อีกสองเม็ด

  

๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑

ตื่น ๗ โมงครึ่ง  รู้สึกสบายดี ไม่ป่วยอะไร  วันนี้มาทำงานแปดโมงเช้า       

edit @ 16 May 2008 23:05:27 by Real Victim Of Life

CD4 คืออะไร

posted on 07 May 2008 20:06 by lowcdvictim

 

 

CD4 คืออะไร
     
เป็นเซลเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานของร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น เชื้อโรคต่างๆ สารเคมี สารพิษ ฝุ่นละอองที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย เปรียบเหมือนเป็นทหารที่คอยปกป้องไม่ให้ศัตรูเข้ามารุกราน ซีดีสี่ (CD4) ในคนปกติทั่วไปในเลือด 1 ซีซีจะมีประมาณ 500-1,000 เม็ด สำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์ส่วนใหญ่มักจะมีซีดีสี่ (CD4) ในระดับไม่เกิน 700 เม็ด
เมื่อไหร่ควรจะรับประทานยาต้านไวรัส
  1. ถ้าผลตรวจซีดีสี่ (CD4) มีค่าต่ำกว่า 200 ควรเริ่มยาต้านไวรัส
  2. เมื่อมีอาการที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับโรคเอดส์ เช่น มีไข้ น้ำหนักลด เชื้อราในปาก เป็นงูสวัด หรือท้องเสียเรื้อรัง แสดงให้เห็นว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายกำลังถูกทำลาย
  3. ถ้าผลตรวจซีดีสี่ (CD4) ลดต่ำอย่างรวดเร็ว และปริมาณไวรัสเอดส์ในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  4. ความตั้งใจของผู้ติดเชื้อเอดส์ที่จะดูแลรักษาตนเอง เพราะการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์จะต้องมีความต่อเนื่อง มิฉะนั้นอาจจะทำให้ดื้อยาและยากต่อการรักษาในภายหลัง
  5. ความพร้อมทางด้านการเงินทั้งค่ายาและค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ
  6. การเริ่มยาต้านไวรัสเอดส์ไม่มีความเร่งด่วนควรเริ่มเมื่อพร้อมเท่านั้น
๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๐๐๖หลังจากรับยารักษาวัณโรคครบ ๖ เดือน   ผมไปหาหมอตามนัดเพื่อร่วมโครงของผู้ติดเชื้อ    และเจาะเลือดไปตรวจซีดี๔  

 

 

๑๔ กุมภาพันธ์  ผมไปฟังผลซีดี๔  ยังสูงอยู่ ผมจำไม่ได้แล้ว น่าจะราวๆ ๘๐๐ หมอบอกว่ายังไม่ต้องทานยาต้าน แต่ผมต้องทานยารักษาวัณโรคต่ออีกสามเดือนเพื่อแน่ใจว่าหายขาด  

 

เดือนมิถุนายน ผมเริ่มมีอาการภูมิแพ้    หมอให้ยามาทาน  

 

๓ กันยายน  ๒๐๐๖   ตรวจ ซีดี๔  ฟังผล ๑๑ กันยายน  ยังดีอยู่ ๗๐๐ กว่าๆ 

 

 

ช่วงนี้ก็ไปหาหมอบ้างเรื่องอาการภูมิแพ้   ๑๘  กุมภาพันธ์   ๒๐๐๗ ตรวจ ซีดี๔  ฟังผล ๒๖  กันยายน  ยังดีอยู่ ๗๐๐ กว่าๆ 

 

 

๕ สิงหาคม ๒๐๐๗  ตรวจ ซีดี๔ ฟังผล ๑๓ สิงหาคม ๖๐๐ กว่าๆ  

 

 

ต้อนปี ๒๐๐๘ ต้องเปลี่ยนโรงพยาบาลเพราะโรงพยาบาลเดิมไม่ร่วมประกันสังคมแล้ว  ผมไปขอประวัติการรักษาเพื่อยื่นที่โรงพยาบาลใหม่   

 

 

๕ กุมภาพันธ์ ๒๐๐๘   ผมไปโรงพยาบาลใหม่  เพื่อรักษาอาการหวัด  และร่วมโครงการรักษาผู้ติดเชื้อที่โรงพยาบาลใหม่ด้วย  ผมได้เข้าพบหมอและเจาะตรวจซีดี๔ ในวันเลย    

 

 

เนื่องจากโรงพยาบาลใหม่   เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐบาล  ผมจึงรู้สึกไม่มั่นในเรื่องของความลับของผู้ติดเชื้อ    ผมรู้ว่าผู้ติดเชื้อต้องถือเอกสารรับยาสีฟ้า     ที่ถ้าเป็นผู้รู้หรือเคยเห็นคนใกล้ตัวถือก็จะรู้ได้ทันทีว่าผู้ถือบัตรนั้นมีเชื้อเอดส์    ขนาดผมยังไม่ได้กินยาต้าน    เจ้าหน้าที่ยังเตรียมใบนั้นให้ผม   แล้วให้ผมเอาไปฝากที่ห้องยาเอง      ซึ่งผมต้องคอยแอบเอกสารนั้นจากสายตาผู้คน    และที่สำคัญนะครับหากวันดีคืนดี   ผมทำมันร่วงแล้วมีคนช่วยเก็บให้ผม     เขาจะต้องรู้ทันทีว่าผมมีเชื้อ   เพราะบนเอกสารสีฟ้าเขียนไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า  เอกสารประวัติการรับยาของผู้ป่วยเอดส์    มันดูขัดๆกันกับที่โรงพยาบาลที่ได้ ไอเอสโอ  กับรางวัลอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายที่ปิดหราอยู่หน้าโรงพยาบาล  

 

 

 

วันที่ ๒๒ เดือนเดียวกัน  วันนัดฟังผล ซีดี๔     ผมเลือกคลีนิคนอกเวลาตอนบ่าย    เพราะดูแล้วคุณหมอที่ผมจะพบเป็นคุณหมอท่านเดิมกับที่ผมเคยทำการรักษาที่โรงพยาบาลเดิม   ก่อนเข้าพบหมอก็มีการชั่งน้ำหนักความดันร่างกายตามปรกติ    แต่ที่ทำให้ผมแปลกใจคือก่อนเข้าพบหมอ    ผมถูกเรียกไปนั่งสัมภาษที่โต๊ะหน้าห้องตรวจ    แถวนั้นที่มีคนเดินควักไขว่ไปมาเต็มไปหมด    มันเป็นโต๊ะสอบถามประวัติ    ที่ทำการสอบถามโดยพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่แนะนำตัวว่าเธอเองก็มีเชื้อ     ซีดี๔ หกร้อยกว่าๆ     ผมจำตอบคำถามไปแบบเสียไม่ได้     รู้สึกอายหน่อยที่ต้องไปนั่งตรงนั้น    ซึ้งคนที่นั่งอยู่ไกล้น่าจะได้ยินการสนทนาบ้าง     ผมไม่เชื่อทุกจะมีเชื้อกันหมด    นั้นคือหนึ่งข้อสังเกตุที่ผมไม่เห็นด้วย  ผมคิดว่าน่าจะมีห้องซักประวัติกรณีนี้โดยเฉพาะ     เพราะเท่าที่เห็น   ห้องตรวจที่ว่างๆก็มีอยู่ลายล้อม  น่าจะเลือกเอาห้องใดห้องหนึ่งไปเลย  

 

 

สุดท้ายผมก็เข้าฟังผล   ผลซีดี๔  ซึ่งไม่แตกต่างจากการตรวจครั้งล่าสุด  หมอบอกว่าไม่ต้องรับยาจนกว่าซีดีจะต่ำกว่า ๒๐๐ และเน้นย้ำให้ผมออกกำลังกาย   และทำใจให้สบาย  อย่าเครียด  เพราะมันมีผลกับซีดี๔ 

 

 

นัดครั้งต่อไปของผม คือ เจาะซีดี๔   วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ฟังผล ๘ สิงหาคม ๒๐๐๘      

 

edit @ 9 May 2008 00:09:17 by Real Victim Of Life

จากเหตุการทั้งหมดที่เกิดขึ้น   ที่สำคัญผมเรื่องเลือดผม     ทำให้ผมคิดได้ว่า เมื่อต้นๆปี ๒๐๐๒ ผมเคยจ่ายเพิ่มเพื่อตรวจหาเชื้อเอซไอวี     ในระหว่างที่มีการตรวจร่างกายประจำปีที่ทางบริษัทเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้   ที่ผมจ่ายเงินตรวจเพิ่มตรวจเองคือตรวจดูผลกรดยูริคในเลือด    เพราะระยะนั้นผมเคยปวดบวมตามนิ้วโป้งที่เท้าบ่อยๆ   และตรวจหาเอชไอวีที่ผมต้องลงชื่อยินยอมด้วย    แต่ผลที่ส่งมามีแค่ผลผลว่ายูริคผมสูงเกินปกติควรพบแพทย์   แต่ผลเลือดกับไม่มี    ตอนนั้นผมก็มัวแต่ทำงานและเที่ยว  จนลืมที่จะทวงถามกับทางโรงพยาบาล  ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่าผมเลือดที่เป็นบวกจะไม่การส่งให้ผู้ตรวจทางจดหมายเด็ดขาด    และจะไม่มีการแจ้งผลทางโทรศัพท์ด้วยเช่นกัน เจ้าตัวต้องไปติดต่อกับโรงพยาบาลเอง    เว้นเสียแต่ผลที่ออกมาเป็นลบอันนี้ต้องถามผู้รู้อีกที  

 

 

 

 

ที่ผมละเลยสุขภาพตัวเองมากขนาดนั้น    ไม่ตามผลเลือดตัวเอง  ใช้ชีวิตเจ้าชู้กะล่อน  และขี้เมา    ผมเคยแพ้อาหารมีผื่นคันไปทั้งตัวทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน   เพราะภูมิต้านทายเริ่มบกพร่อง    ตอนที่แพ้อาหารเป็นผื่นคันก็ไม่รู้ว่าแพ้อะไรเพราะเย็นวันนั้นผมไปกินบุฟเฟ่อาหารญี่ที่ผมหลงไหลมา      กินเยอะจนไม่รู้ว่าแพ้อะไร  ไหนผมจะมีอาการยูริคสูงตั้งแต่ยังไม่สามสิบปี     ป็นเก๊าท์เท้าบวมจนเดินไม่ได้     ซึ้งหมอเองก็ไม่เชื่อว่าจะเกิดกับคนที่อายุยังไม่ถึงสามสิบแบบผม    ช่วงปีแรกๆผมมีอาการเหมือนเป็นเก๊าท์อยู่บ่อยๆ    จนหมอต้องเจาะเลือผมไปตรวจดูยูริค  แล้วผลเป็นไปตามที่ผมบอกไปแล้ว    หมอที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ     ตอนนั้นผมเองแค่สงสัยว่าเพราะชอบกินอาหารทุกอย่างที่เป็นอาหารต้องห้ามของคนที่มีกรดยูริคในเลือดสูง    จึงทำให้ผมเป็นเก๊าท์ก่อนวัยอันควร    แต่ผมหารู้ว่าจริงแล้วผมมีเลือดบวกตั้งปี ๒๐๐๒     หรือไม่แน่อาจจะก่อนปีนั้นอีก      ผมเองก็เคยย้อนถามตัวเองว่าช่วงไหน  ผมไม่รู้จริงๆ  ถ้าจะให้เดา   ก็น่าจะประมาณปลายๆปี ๒๐๐๐   หรือไม่ก็ปลายๆปี ๒๐๐๑ ผมเองก็ไม่กล้าสรุปช่วงเวลา  

edit @ 7 May 2008 10:58:02 by Real Victim Of Life

ตอนที่ ๗ โรคฉวยโอกาส

posted on 07 May 2008 00:45 by lowcdvictim

ตอนที่ ๗ โรคฉวยโอกาส

 

  

คืนที่สี่

 

 

 

ผมนอนที่เตียงเดิม เจ็บเหมือนเดิม  ดึกๆมีของเหลวไหลออกมาทางท่อสอดจมูกผมอีก  ผมนอนให้มันไหลลงไปในถุงพลาสติแบบนั้น  บางทีผมก็มาจับถุงดูและเห็นว่ามีคราบเลือดปนออกมาด้วย   เลือดคงจะมาจากกระเพาะอาหารที่ว่างเปล่าของผงนั้นเอง  ตอนนี้เรื่องผลเลือดก็ไม่สามารถทำให้ผมคิดอะไรมากนักเพราะที่ทุกข์ตอนนี้คืออาการเจ็บท้องมากกกว่า   คืนนี้นอกจากสายน้ำเกลือแล้วยังมีถุงของเหลวต่างอีกสองสามถุงซึ่งผมไม่รู้ว่ามันคืออะไรบ้างที่ไหลลงในเส้นเลือดของผม  อาการเจ็บเริ่มลดลงเมื่อเทียบกับสองสามคืนแรก

 

    

 

เช้าวันที่สี่มีหมอผู้ชายมาตรวจผมตอนหกโมงเช้า  และสอบถามอาการผมและถามเรื่องอาชีพการงานผม  แล้วจากไป   สิบโมงหมอผู้ชายอีกคนมาตรวจและเร่งพยาบาลให้รีบนำปัสสาวะและอุจจระผมไปตรวจ  วันนั้จะเป็นการตรวจต่อเนื่องวันที่สาม  

 

 

 

 

สิบเอ็ดโมง    ผมถูกย้ายด่วนไปอยู่ห้องเดี่ยว    ตอนแรกผมดีใจมากเพราะคิดว่าหมอคงสงสารที่ตลอดเวลาในห้องรวมผมนอนไม่หลับเลย    แต่ที่ไหนได้ผลการตรวจที่ออกมาคือผมเป็นวัณโรค    ซึ้งเป็นโรคฉวยโอกาสตัวสำคัญที่มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีที่มีภูมิต้านลดลง      เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง    ซึ้งผมคิดว่าน่าจะมีอยู่ร่างกายผมช่วงที่ผมชอบไปหาหอยและตกคลอง    อาหารการกินไม่สะอาด   ฝนตกชื้นๆสกปรก   มีช่วงหนึ่งผมเคยเป็นไข้สูงจนคิดว่าตัวเองจะไม่รอดมาแล้ว    นี่กระมังที่ส่งผลให้เชื้อโรคที่มีอยู่ในตัวผม   ทำให้วัณโรคเริ่มแสดงตัวตนและพิษสงออกมา    เนื่องจากวัณโรคมีโอกาสที่จะติดต่อสู่คนป่วยผู้อื่นได้ทางอากศและลมหายใจ  ผมจึงย้ายออกมาอยู่ห้องเดี่ยวโดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าห้องเพิ่ม      ตอนนั้นผมเริ่มกังวลเรื่องงาน    ผมเข้าโรงพยาบาลมาหลายวันแล้ว     ผมรู้ว่าที่ทำงานงานกำลังยุ่ง     ผมขอหมอกลับไปรักษาตัวที่บ้าน   และหมอบอกให้ผมเอาตัวให้รอดก่อน      ผมจึงต้องนอนโรงพยาบาลต่ออีกสามคืน  

 

 

ผมได้กลับบ้านวันที่ ๒๐ สิงหาคม หมอออกใบรับรองแพทย์ให้ผมว่าผมป่วยเป็น วัณโรคที่ต่อมน้ำเหลือง  หมอให้ผมพักผ่อนต่อที่บ้านอีกหนึ่งอาทิตย์     ที่บ้านผมต้องเริ่มตื่นแต่เช้าเพื่อกินอาหารเช้าแล้วทานยา   ผมต้องทานยาหลายตัวมากๆ   วันละสี่ครั้ง  และต้องกลับไปหาหมออีกครั้งวันที่ ๒๖ สิงหาคม  หมดตรวจอุจาระและเลือดผม   แล้วบอกว่าอาการผมดีขึ้น  และต้องรับยารักษาวัณโรคต่อไปอีก ๖ เดือน   

 

 

 

ผมไปพบหมอตามที่หมอนัดทุกครั้งเพื่อรับยา    ชีวิตก็เศร้าลงบ้างสีสันขาดหายไปบ้าง    ผมเริ่มฟังธรรมมะ  อ่านบทความทำธรรมมะ    อ่านหนังสือนิยาย     เริ่มใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง    และคอยระวังไม่เปิดเผยเรื่องของผมให้ใครรู้     ผมยังไม่พร้อมที่จะบอกให้ใครทราบ    ผมยอมรับว่าก็มีบ้างที่ผมทำตัวไม่เหมาะเช่นดื่มหนักเป็นบางครั้ง    แต่ผมรู้ว่าสุราไม่ดี     เพราะสุราทำให้ผมออกนอกลู่นอกทางได้   หลังๆถ้าจำเป็นต้องดื่มจะห้ามตัวเองให้อยู่ในกรอบ   

 

 

edit @ 9 May 2008 00:07:34 by Real Victim Of Life

ตอนที่ ๖ เคราะห์ใหญ่หรือบาปกรรมใด  

 

กลับมาที่โรงพยาบาล  เอาเป็นว่าตอนนี้เริ่มจที่จะเป็นเหตุการณ์ปัจุบันแล้วนะครับ  

 

 

ราวๆสิบโมงเช้าพยาบาลมาหาผมที่โต๊ะพร้อมเข็มเจาะเลือด  เธอบอกผมว่าก่อนผ่าตัด    ผมต้องตรวจเลือดก่อน   เธอส่งเอกสารให้ผมเซ็นชื่อ  ผมถามว่าผ่าตัดเจ็บมากไหม     ผมรู้ว่ามันเป็นคำถามโง่ๆ  เธอบอกว่ามีการลงยาสลบ  ผมจะไม่รู้สึกเจ็บ   เธอบอกว่าแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง   ไม่ต้องกลัวอะไร   เธอยิ้มใก้ผมเล็กน้อย    ก่อนที่เธอจะเดินจากไป  

 

 

 

หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมง    หมอผู้ชายคนเมื่อเช้าก็เดินมาผมที่เตียง  บอกผมว่าจะไม่มีการผ่าตัดให้ผม     เพราะดูแล้วตับผมน่าไม่น่าจะมีปัญหา   หมอจะรักษาด้วยวิธีการใหม่  ผมงงนิดหน่อยแต่ก็ดีใจที่ไม่ต้องโดนผ่า   ไม่ต้องมีแผลเป็นที่หน้าท้องให้คนถามอีกต่อไป     

 

 

 

บ่ายโมง   หมอผู้หญิงเดินตรวจพร้อมพยาบาลผู้ช่วย  พอถึงเตียงผมหมอและพยาบาลก็ดึงม่านปิดเตียงผมจนรอบ  หมอมองแฟ้มผม  ทำสีหน้าไม่ดีแล้วจ้องมาที่ผมแล้วพูดว่า

คุณคะ ดิฉันรู้สึกไม่ดีที่จะต้องบอกคุณเกี่ยวกับผลเลือดคุณผมทำหน้างงเล็กน้อย   เชิงว่าผมไม่เป็นไรว่ามาเถอะครับ

ทำไมต้องเป็นฉันที่ต้องมาบอกคนไข้ด้วยนะ เธอมองไปที่พยาบาลที่อยู่ฝั่งตรงข้าม  ก่อนที่จะพูดต่อ

พวกเขาน่าจะมาบอกเอง เธอบ่น    ในขณะผมเริ่มรู้สึกไม่ดี

คุณคะ  คือเลือดคุณเป็นเลือดบวก  คุณมีเชื้อเอชไอวี เธอหยุดจ้องมองผม แล้วพูดต่อ

มันเหมือนกับโรคห่าในสมัยก่อน    คือมันยังไม่ยารักษาให้หายได้   ผู้ป่วยถึงต้องล้มตาย  แบบสมัยนั้น

ผมรู้ครับคุณหมอ  ผมเข้าใจ  ผมตัดบทเธอและพูดต่อว่า

คุณหมดตรวจดีแล้วเหรอครับ  จะไม่ตรวจซ้ำอีกรอบเหรอครับ ผมต่อรองอย่างมีความหวัง

ผลอีลิซ่าเทสต์   แน่นอนแม่นยำไม่ต้องตรวจซ้ำคะ ความหวังที่สองของผมหายไปทันที  หลังได้ยินหมอพูดแบบนั้น

คุณทำไมคุณ  โชคร้ายจังน่ะ  โรคนี้มันติดต่อทางเพศ  คุณเคยเที่ยวผู้หญิงใช่ไหม? เธอถามผม

เปล่าครับ  ผมอ้ำอึ้ง  คือผมเป็นเกย์  ผมไม่เคยเที่ยวผู้หญิง ผมตอบแบบไม่มีอะไรต้องปิดบัง   ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องน่าอายอะไร

ดิฉันไม่เชื่อหรอกคะ เธอจ้องมองผม    ผมคิดกับตัว นี่ผมดูเป็นผู้ชายมากจนเธอไม่เชื่อเลยหรือ

จริงๆครับผมไม่เคย

โอเคคะ   เอาเป็นว่าอาการของคุณ  เราจะตรวจให้แน่ชัดว่าคุณเป็นอะไรกันแน่     ทำใจให้สบาย แล้วเธอก็เดินจากไป ผมรู้สึกเห็นใจเธอที่ต้องมาบอกข่าวร้ายให้ผม    พวกหมอต้นคิดที่จะผ่าตัด   ไม่มีใครพูดอะไรเลย  

 

 

ผมยังอึ้งกับตัวเอง     อาการปวดท้องยังปวดไม่หาย  โรคที่ไม่มีทางรักษาได้เป็นข่าวใหม่ที่ทำร้ายผมได้ไม่น้อย     

จะดีกว่าไหม   ถ้าผมจะตายไปตอนนี้   

 

ผมนอนเจ็บอยู่แบบนั้นบนเตียง    ไม่นานพ่อแม่ไอ้เด็กอ้วนก็มาเยี่ยมมัน  พ่อเด็กอ้วนสอบถามอาการผม  และย้ำกับผมว่าไม่ต้องผ่าท้องนะ  มันอันตราย   ผมบอกพวกเขาไปว่าผมจะไม่ผ่าท้องผมแล้ว   ส่วนไอ้เด็กอ้วนดีใจใหญ่ที่พ่อแม่มา  มันมีของกินสารพัด    มันกินได้ไม่หยุดทั้งวัน      

 

เตียงตรงข้ามผมกลับบ้านไปแล้วเมื่อเช้า  ก่อนกลับ เขาบอกผมว่าเขาต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาล  เพราะเขาไม่ยอมหยุดเหล้า   และบอกผมว่าไม่ต้องผ่าท้อง  ทำไมทุกคนเป็นห่วงท้องผมจัง   ส่วนวัยรุ่นที่มาผ่าไส้ติ่ง   กับวัยรุ่นที่รถมอไซค์ซนได้กลับบ้านกันแล้ว  

 

 

บ่ายแก่ๆพยาบาลคนหนึ่งที่เคยดูแลผมแวะมาดูน้ำเกลือผมและถามผมว่า   หมอบอกผมเรื่องผลเลือดผมหรือยัง   ผมบอกเธอว่าบอกแล้ว   เธอบอกให้ผมเข้มแข็งและสู้ต่อไป   ส่วนพยาบาลอีกคนถามผมว่าผมอยากได้อะไรไหม  เธอถามผมเพราะไม่เห็นมีใครมาดูแลผมเลย     ผมเกรงใจเธอในตอนแรก  แต่สุดท้ายแล้วผมต้องวานให้เธอช่วยซื้อแปรงสีฟัน  ยาสีฟัน สบู่และลิปมันมาให้  เพราะลิมฝีปากผมแห้งแตกหมอเพราะไม่ให้ผมดื่มน้ำเลยตลอดเวลที่ผ่านมา   ผมตอบแทนเธอด้วยการยกส้มเขียวหวาน  องุ่นและผลไม้ต่างๆที่เพื่อนๆเอามาฝากให้เธอ     เธอไม่รับในตอนแรก    ผมบอกว่าเอาไปเถอะเดียวเสียของ   ผมไม่รู้ว่าหมอจะให้ผมทานอะไรได้เมื่อไหร่    เธอบอกว่างั้นไปถามเพื่อนดูก่อน  และเธอก็กลับมาเอาไปตอนเย็นๆวันนั้น   

 

edit @ 9 May 2008 00:10:34 by Real Victim Of Life

ผ่านไปแล้ว ๕ ตอน 

ผมต้องเล่าย้อนหลังไปค่อนข้างเยอะ    เพื่อที่คุณจะได้รู้ที่มาที่ไปของผมบ้าง   เหตุการณ์ในอดีตและ ปัจจุบันจะถูกเล่าสลับกันไป  อาจจะไม่เหมือนไดอารี่ทั่วๆไปนัก   อ่านแล้วดูเหมือนเป็นเรื่องเล่ามากกว่า  อีกประมาณ ๒-๓ ตอนเรื่องก็จะมาถึงเหตุการณ์ที่เป็นปัจจุบันของผม    และเมื่อถึงตอนนั้นก็จะเป็นคล้ายๆการรายงานความเป็นไปของเรื่องสภาพร่างกายและความเปลี่ยนทางสุขภาพ  ผมจะพยายามเล่าถ่ายทอดเรื่องราวของผมให้เป็นอุทาหรแก่ทุกท่านที่ได้อ่านเรื่องของผม   

 

 

พอได้มาเขียนเรื่องนี้   ก็พลอยทำให้ผมนึกขึ้นมา    มันทำให้ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าพร้อมหรือยังสำหรับวันนั้นมากแค่ไหน  และช่วงเวลาที่มีอยู่ตอนนี้ผมได้ทำอะไรดีๆเพื่อตัวเองและเพื่อคนรอบข้างผมแล้วบ้าง    ผมดูแลสุขภาพร่างกายดีแค่ไหน     ผมควรจะออกกำลังกายง่ายๆบ้างแล้วละ     ผมหักโหมไม่ได้เพราะผมมีปัญหาเรื่องกรดยูริคอยู่     อาการเจ็บปวดบวมตามข้อจะมาหาทันหากผมอยู่ดีๆก็ลุกขึ้นไปวิ่ง      

 

 

แล้วคุณๆได้อะไรจะเรื่องที่ผมค่อยๆเล่านี้มากแค่ไหนกันนะ   บอกให้ผมรู้บ้างนะครับ 

 

ขอบคุณครับ    

 

edit @ 9 May 2008 00:11:49 by Real Victim Of Life

บทที่ ๕ ความเป็นมาของผม

posted on 05 May 2008 23:13 by lowcdvictim

ตอนที่ ๕ ความเป็นมาของผม 

 

ผมเกิดมาในครอบคัวลูกชาวนาทางภาคอีสาน  พ่อแม่มีลูกหลายคน    เนื่องจากฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน  เมื่อผมเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่หก   ใจผมอยากเรียนต่อ   แต่เมื่อดูฐานะทางครอบครัวแล้วผมจึงตัดสินเดินทางเข้ากรุงเทพฯ    คาดว่าจะหยุดเรียนไว้สักหนึ่งปี   ทำงานไปก่อนแล้วเข้าเรียนรามฯ  ประมาณนั้น        

 

 

 

ผมทำงานเป็นเด็กเสริฟในร้านอาหารทะเลแห่งหนึ่ง    ใช้ชีวิตแบบเด็กๆ   ผมแค่สิบแปดพอได้เข้ากรุงก็หลงแสงสี   ทำงานเลิกงานก็เที่ยวกลางคืนคนเดียวบ้าง   กับเพื่อนๆบ้าง     ผมมีเพื่อนมีเพื่อนมากมายส่วนมากก็เป็นเพื่อนที่มีพื้นเพแบบเดียวกัน      หลังจากเสริฟในร้านอาหารทะเลได้ไม่นานผมได้งานอาชีพเดิม    แต่เป็นงานเสริฟในโรงแรมระดับสี่ดาว    กลุ่มเพื่อนเริ่มเปลี่ยนไป   สถานที่เที่ยวก็เปลี่ยนไป   ผมเริ่มเที่ยวผับกลางคืนย่านถนนสีลม  เริ่มเข้าฟิตเน็ท     มีชีวิตกลางคืนที่ค่อนข้างจะมีสีสัน     เที่ยวกลางคืนทำงานตอนบ่าย    หรือบางทีก็เที่ยงกลางคืนมาทำงานต่อตอนเช้า   ผมเริ่มลืมเรื่องเรียนต่อไปแล้ว        

 

 

 

ไม่นาน   ผมก็เริ่มมีคนรักที่เรารักกันมากๆ      เขาอายุต่างจากผมยี่สิบปี     ตอนนั้นผมยี่สิบเค้าสี่สิบ   แต่เขาดูอ่อนกว่าวัยมาก   เขาจะมาเมืองไทยทุกๆสามเดือนเพื่อมาหาผม    เราไปเที่ยวเกาะพีพี   ผมไปเที่ยวประเทศของเขาหนึ่งอาทิตย์     ผมพาเขาไปหาแม่ที่บ้านนอก    เราไปเที่ยวเสม็ด   เราติดต่อกันทางจดหมาย    ภาษาอังกฤษผมก็เริ่มถูกพัฒนาดีขึ้นดีขึ้นตามลำดับ    เพราะผมต้องเขียนจดหมายทุกวัน     ตลอดเวลาเกิบสองปี    จนเขาลงทุนส่งผมไปเรียนคอมพิวเตอร์เพราะผมไม่รู้เรื่องคอมฯเลยแม้แต่นิด    สมัยนั้นการเรียนคอมยังไม่ทั่วถึงเหมือนสมัยนี้    เทียบกันไม่ได้เลย     เราเริ่มติดต่อกันอีเมลในระยะหลัง     ชีวิตผมมีความสุขมากในตอนนั้น   ผมมีคนที่เรียกได้เต็มปากว่าคนรักหรือแฟนแบบที่คนไทยชอบเรียกกัน     ตลอดเวลาก่อนที่ผมจะพบเขา     ผมไม่เคยสมหวังในความรักเลย     ผมต้องเป็นคนตามหาความรักตลอด     ทุกคนที่ผมรักดูเหมือนจะอยู่ห่างไกลเกินความเป็นจริงสำหรับผม       เค้าจึงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของผม      ผมรักความจริงใจทุกอย่างของผมอยู่เขาหมดแล้ว     

 

 

ผมเลิกเที่ยวกลางคืน   ผมเปลี่ยนเป็นเด็กดีสำหรับเขา     ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าปัญหาลึกๆของเราคือการสื่อสาร    ผมพูดภาษาเขาไม่ได้      ภาษาอังกฤษของผมในบางเรื่องก็ดูเหมือนจะไปคนละทิศคนละทางกะที่เขาพูด     แต่ผมเชื่อเพียงอย่างเดียวว่าความรักของผมที่มีต่อเขาจะไม่วันแปลเปลี่ยน      และผมก็เชื่อเหลือเกินว่าเค้าจะคิดกับผมเหมือนกัน   มีเพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่ามันเป็นแค่ป๊อปปี้เลิฟ      ทุกอย่างไม่จีรังยั่งยืน